สิบปีที่ไบโอบูดเบี้ยวอยู่บนหน้า วันนี้มันออกไปแล้ว ขอบคุณณพลักษณ์คลินิกมากๆค่ะ
ก่อนอื่นต้องออกตัวว่าเราขี้อายมาก แต่หลังจากเอาไบโอเน่าๆนี้ออกไปได้ เรารู้สึกว่าต้องมาบอกคนอื่น ต้องช่วยคนอื่นไม่ให้ถลำลึกแบบเราค่ะ อาจจะยาวซักหน่อยนะคะ แต่เราตั้งใจถ่ายทอดอย่างละเอียด เราฉีดไบโอเมื่อสิบปีที่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นรุ่นแรกๆของไบโอเลยทีเดียว คุณแม่เห็นโฆษณาในนิตยสารเลยบอกให้หาข้อมูลให้ ยังจำได้เลยคำโฆษณาของเค้าเป็นผู้หญิงจมูกหยดน้ำสวยมากคนหนึ่ง พร้อมคำโปรยว่า "ให้เอาจมูกมาถูก็จับไม่ได้...สวย เนี๊ยบ เนียน นิ่ม" นี่คือคำชักชวนให้ไปทำ พร้อมบอกว่าสารได้รับอย.และปลอดภัย เราเห็นว่าง่ายดี ไม่ต้องพักฟื้นนาน เข้าไปถามที่คลินิกสาขาราชเทวี เจ้าหน้าที่บอกว่า "วันนี้หมื่นเดียว พรุ่งนี้หมดโปรโมชั่นจะขึ้นเป็นหมื่นห้า นี่พี่ก็ฉีดมาค่ะ พี่เป็นน้องสาวคุณหมอ ฉีดแล้วมีแต่คนทักว่าสวยขึ้น ไปทำไรมา" คุณแม่เราเห็นว่าพรุ่งนี้จะขึ้นราคา เลยบอกเราให้ทำเลย ถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก(ตามที่หมอบอก) ตัวเราเห็นว่า น้องหมอยังทำ หมอคงไม่ทำร้ายน้องสาวตัวเอง และทำตอนนี้จะประหยัดได้ห้าพัน จึงเลยตามเลย ไม่คิดไรมาก
คืนนั้นเรานั่งรถจากราชเทวีไปดอนเมืองเพื่อเจอหมอตัวเป็นๆ(ถ่อไปตั้งไกลให้ เขาเชือดนิ่มๆ) ไปถึงหมอถ่ายรูปสามแชะ จับทำเลย คุณแม่น่ังรออยู่ข้างล่างยังไม่ทันง่วง เราก็เสร็จละ เดินสวยแบบเบลอๆลงมา เป็นที่ถูกใจคุณแม่...หารู้ไม่ตอนนั้นมียาชาอยู่ด้วย พอยุบเท่านั้นแหละ สันจมูกมา แต่ปลายจมูกไม่มาตาม จมูกเราแปลกมาก เหมือนมีสันเป็นสะพานแล้วสะพานขาดตรงกลางค่ะ ทนอยู่กะมันครึ่งปี คุณแม่ลากไปแก้ คราวนี้หมอจัดหนักให้ สันจมูกใหญ่จัดเต็ม สะพานสันจมูกไม่มีขาดค่ะ จมูกมาแนวฝรั่งแต่หน้าเราไทยมาก เอียงไปทางซ้ายนิดๆ และดูออกเลยว่าไปทำมา แถมทำกะหมอไร้ฝีมือ!!
พี่สาวเห็นยังบอกว่า "คนรู้ว่าทำ ยังไม่เจ็บปวดเท่า ทำมาแล้วไม่สวย ไหนๆจะทำ ทำไมไม่ทำให้มันสวย" อ๊ากกกกกกกกก
จุดนั้นเราคิดว่าพอละ เพราะกลับไปหาหมอ หมอไม่เอาออกให้ บอกว่าที่ต้องทำใหญ่เพราะหน้าเราใหญ่ ต้องบาลานซ์...เขาจะคิดไหมว่า เขาทำให้เด็กคนหนึ่งไม่มั่นใจในตัวเอง และไม่กล้าถ่ายรูป เพราะแสงแฟลชที่สาดมา ทำให้เห็นชัดว่ามีแท่งเบี้ยวๆอยู่ในจมูก

ผ่านมาราวๆสามปีได้ ปลายจมูกหยดน้ำเริ่มมา เราก็เอ๊ะ มันมายังไง ก็สวยดีหรอก แต่ไม่ได้คิดไรมาก (ไม่ได้คิดเล้ยว่าเป็นเพราะมันไหล) คุณแม่บอกว่ามองด้านข้างดูเป็นธรรมชาติดี เสียแต่มองหน้าตรงแล้วมันใหญ่ไม่สวย เราก็ปลงๆ(เราเป็นคนปลงง่ายอ่ะค่ะ) เลยไม่ได้ดิ้นรนอะไร แค่ไม่มั่นใจในตัวเอง
ประมาณปีที่5 ถ้าจำไม่ผิด หยดน้ำที่ว่าสวยๆเริ่มย้วยแปลกๆ มองใกล้ๆเห็นเป็นเม็ดตุ่มตรงปลายจมูก แตะโดนแล้วเจ็บนิดๆ เราก็ปลงต่อ ช่างมัน (ยังปลงได้อีก!)
ประมาณปีที่เจ็ด พี่สาวเริ่มถามว่าปลายจมูกเป็นอะไรทำไมตุ่ยๆ เราก็เลยเริ่มสังเกตดู อ่าวเฮ้ย มันไหลนี่หว่า ชักไม่ได้การ คนอื่นจะเป็นอย่างเราไหม...จึงเริ่มหาข้อมูลในเน็ต พบว่า เค้าเริ่มไปเอาออกกันแล้ว แต่ละคนเจอปัญหากันทั้งนั้น

เราเริ่มหาข้อมูลที่ที่รับแก้ มีหลายที่ที่น่าสนใจ เราอยากได้หมอที่เค้ามือเบาเพราะเราช้ำง่าย เข้าสู่ปีที่แปดที่ไบโออยู่บนหน้า ช่วงเดือนมีนาคม เราได้คิวคุณหมอท่านหนึ่งที่ขึ้นชื่อว่ามือเบามาก แต่เราดันติดสอบป้องกันวิทยานิพนธ์จึงอดแก้ รอคิวอีกครั้งข้ามปี หมอท่านนั้นบอกว่าไม่เป็นไร มันก็อยู่ของมันไปอย่างงั้น ไม่ทะลุหรอก เราจึงนอนใจ
แต่นอนใจไม่ได้นาน ทั้งพี่สาวทั้งแม่บอกว่า ไปแก้เห๊อะ ไม่ไหวละมันไหลเป็นติ่งปลายจมูก เกินคำว่าสวยละ มันแปลกๆละ
ช่วงก้ำกึ่งจะไปจองคิวกับหมอท่านเดิม(แล้วรอไปอีกครึ่งปี) กับการหาหมอท่านใหม่ใครก็ได้...คืนนั้นเรากราบพระและตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้เราพบทางออกที่ดีที่สุด ขอให้บุญมาช่วย...
วันถัดมาเราเจอรีวิวละเอียดยิบที่มาแก้ไบโอกับคุณหมออรรรถพันธ์ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอชื่อคุณหมอมาก่อนเลย เราเข้าไปอ่านขั้นตอนความสะอาดก่อนผ่าตัดของทางคลินิกแล้วรู้สึกว่า ที่นี่แหละทางออกของเรา เราจึงโทรนัดคุย คุณเฟี๊ยตให้ดูเคสยากๆแต่คุณหมอยังสามารถ เราเริ่มมั่นใจ อีกประเด็นคือเราเห็นว่าที่อื่นรื้อไบโอสองชั่วโมง ที่นี้ห้าชั่วโมง งานต้องละเอียดมากแน่ๆ เราจึงนัดวันทำเลย
ก่อนทำ นั่งคุยกับคุณหมอว่า
ไบโอมีประมาณสี่ระยะ
ระยะหนึ่ง เริ่มบิดเบี้ยวเสียรูป
ระยะสอง สีเปลี่ยนเป็นคล้ำเขียว รูขุมขนขยาย
ระยะสาม เริ่มมีจุดแดงๆ ขรุขระ ผิวหนังบาง เห็นเส้นเลือด
ระยะสี่ บางจนทะลุ
มองคร่าวๆคุณหมอบอกว่าเราอยู่ประมาณระยะสองไปสาม
เรากลัวมาก ไม่เคยผ่าตัดมาก่อน ขอคุณหมอว่า วางยานอนหลับเราไปเลยได้ไหม ไม่อยากรับรู้ คุณหมอบอกว่า เคยถอนฟันไหม...
เจ็บจากยาชาเข็มแรกหมอให้นับเป็น x
เลาะไบโอของเรา ความเจ็บจริง 70x
รอดูตอนผ่าจริงนะ ว่าเจ็บถึง x ไหม
...ฟังแล้วหายป๊อดแฮะ
และก็เป็นเช่นนั้นจริง...
เรื่องความสะอาดขอบอกว่าที่สุดละ...ล้างหน้าห้ารอบ แปรงฟันสองรอบ เอาก้านสำลีชุบน้ายาฆ่าเชื้อฟอกในรูจมูกข้างละสามก้าน แล้วล้วงเข้าไปล้าง จากนั้นห้ามแตะหน้าตัวเองอีก เดินเข้าไปนอนบนเตียงให้คุณหมอเช็ดทั่วหน้าด้วยแอลกอฮอล์อีกสามรอบ และล้วงเช็ดในรูจมูกอีกสองรอบ จากนั้นคุณหมอจึงตัดขนจมูกเรียบ แล้วฉีดยาชา (เราเก็บทุกรายละเอียดเนื่องจากจบเทคนิคการแพทย์มา ขอบอกว่าสะอาดเกินมาตรฐานจริง เราจึงไม่ห่วงเรื่องอักเสบเลย)

คุณหมอเปิดเพลงให้ฟังแล้วเริ่มลงเข็ม...มดกัดชัดๆ แม้แต่ยาชาเข็มแรกยังเบาเลย
ขำตัวเองมาก เราป๊อดเกินเหตุไปเยอะ เพราะความจริงคือไม่เจ็บค่ะ หลังจากยาชาเข้าไป จมูกนี้ก็เหมือนไม่ใช่จมูกเราละค่ะ คุณหมอจะทำไรกะมันก็ทำเลย
แช๊บบบบบบ...คุณหมอคงผงะเมื่อเปิดมาเจอหนอง!!! ตรงอดีตปลายหยดน้ำแสนสวยของเรา มันคือหนองค่ะ โอ้แม่เจ้า จากระยะสองกระโดดไประยะสุดท้ายทันที เนื้อตรงนั้นบางมาก คุณเฟี๊ยดบอกว่าถ้าอะไรสะกิดหน่อยเดียวทะลุเลย...นอนฟังอยู่ก็เฮ้ออออ ชั้นรอดมาได้ไงเนี่ย
คุณหมอค่อยๆใช้ฝีมือเลาะอย่างปราณีตเพื่อรักษาหนังบางๆส่วนนั้นไว้ พอทำได้ เสียงคุณหมอภูมิใจเล็กๆ ...ขอบคุณมากนะคะ
คุณหมอมือเบา เราเผลอหลับไปด้วย นานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ตื่นมาพร้อมเสียงครืดๆ แซ่กๆ บนหน้า ไม่เจ็บแต่ถูกปลุกด้วยเสียง งานยากค่ะงานยาก ได้ยินเสียงคุณหมอถอนหายใจอยู่หลายครั้ง
ออกจากห้องผ่าตัดสองทุ่ม เข้าไปประมาณบ่ายสาม ห้าชั่วโมงเต็ม เราหลับ หมอเหนื่อย ขอบคุณเหลือเกินค่ะ ขอบอกว่า55000ดูไม่แพงทันทีเมื่อเจอความตั้งใจขนาดนี้ของคุณหมอ คุณเฟี๊ยด และทีมงาน (พี่สาวเราเสริมจมูกอย่างเดียว35000ละค่ะที่รพ.บางมด นี่เราขุดลอกแสนลำบาก ใช้เวลามากกว่าปกติห้าเท่า ยังไม่รวมความเครียดความเมื่อยของคุณหมอ ยอมรับตรงนี้ว่าคุณหมอทำด้วยใจจริงๆ)
ออกจากห้องผ่า คุณหมอพามานั่งดูซาก...
เอาออกได้95% ฟินาเร่!!
ไบโอไหลไปถึงรอยหยักบนปากค่ะ คุณหมอไม่ปล่อยไว้ เอาออกหมด ยกเว้นตรงที่บางมากจริงๆ ต้องคงไว้กับเนื้อ ตรงนั้นคือส่วนของ5%ค่ะ
อ่านมาถึงตรงนี้เราอยากบอกว่า อย่าชะล่าใจเลยนะคะ คุณอาจจะคิดว่าไม่ผิดปกติอะไรหนิ ไม่ต้องเอาออก แต่วันหนึ่งไบโอบนหน้าจะต้องเข้าสู่วัฏจักรสี่ระยะที่ได้กล่าวมาค่ะ เราเคยชิลและคิดว่าไม่มีปัญหา มองด้วยตาเปล่ายังโดนไบโอสับขาหลอกว่าแค่ระยะสองไม่ร้ายแรง จนผ่าเข้าไปเจอหนองนั่นแหละค่ะถึงรู้ว่าวิกฤตจนแทบรอไม่ได้ วันนี้คุณนั่งมอง คุณไม่มีทางรู้เลยว่าภายใต้ผิวหนังมีอะไรอยู่ อย่าทิ้งไว้ค่ะ ยิ่งนานยิ่งไหลทะลวงแทรกซึมเข้าสู่เนื้อดีของเรา ยิ่งนานยิ่งจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกินเนื้อเยื่อดีของเราไปมาก ไม่ว่าคุณจะทำมา 1เดือน 1ปี หรือ10ปีอย่างเรา ไปเอามันออกเถอะค่ะ ใครถามบอกเค้าเลยว่าอย่าทำ อธิบายเค้าเลยค่ะว่าไบโอคือซิลิโคนทางการแพทย์ (ซึ่งมันไม่อันตรายถ้าเป็นแท่งอยู่อย่างงั้น) แต่เค้าเอาไปปั่นละเอียด เค้าบอกปลอดภัย ก็ใช่สิเพราะเนื้อสารดั้งเดิมมันปลอดภัยอยู่แล้ว ปั่นแล้วมาฉีดก็ปลอดภัยไง เพราะเราไม่ตายค่ะ แต่ข้อเสียใหญ่หลวงคือควบคุมไม่ได้ว่ามันจะไหลไปไหน คิดดูสิอณูเล็กเท่าเข็มฉีดได้ มันจะเล็กแค่ไหน ต้องใช้กี่แสนเม็ดกว่าจะเป็นดั้ง แล้วจะไปควบคุมทุกเม็ดได้อย่างไร
...ถึงเวลาถ้ามันกู่ไม่กลับ เงินเป็นล้านก็ซื้อหน้าเก่าเราคืนไม่ได้นะคะ
ปล. แล้วจะทยอยลงรูปนะคะ